Category: REVIEW

คอลัมน์รีวิว จับผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าสนใจ เจาะลึกลงรายละเอียดให้คนไทยได้ดูได้เห็นก่อนสัมผัสจริง

  • รีวิว Shark CleanSense IQ+ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย เทฝุ่นอัตโนมัติ แรงแต่เบา No.1 จากอเมริกา ใช้ได้ทั้งบ้านและในรถยนต์

    รีวิว Shark CleanSense IQ+ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย เทฝุ่นอัตโนมัติ แรงแต่เบา No.1 จากอเมริกา ใช้ได้ทั้งบ้านและในรถยนต์

    ซื้อเครื่องดูดฝุ่นดีๆ มาทั้งที แต่ทำไมรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม? หลายคนซื้อเครื่องดูดฝุ่นไร้สายแพงๆ เพราะหวังมาช่วยลดงานในชีวิต แต่กลายเป็นว่าใช้งานจริงแล้วงานงอก

    ไม่ว่าจะน้ำหนักเยอะไปจนเมื่อยแขน, ต้องยุ่งเทฝุ่นทิ้งบ่อยแบบเกือบทุกรอบ, ฝุ่นก็เลอะภูมิแพ้กำเริบอีก หรือแรงดูดที่แรงแค่แรกๆ แต่แป๊บเดียวก็เบาลง ยิ่งบ้านมีสัตว์เลี้ยงด้วยแล้วหวังให้ดูดขนแต่ดันไม่จบ..เป็นบ่อยเลย

    วันนี้ Shark แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา มาถึงเมืองไทยแล้ว ผ่านการนำเข้าของ Power Buy พร้อมกับตัวท็อปเครื่องดูดฝุ่นไร้สายอัจฉริยะรุ่นล่าสุด

    รีวิว Shark CleanSense IQ+ สรุปฟีเจอร์สำคัญ

    Shark CleanSense IQ+
    ตอบโจทย์ทุกความยุ่งยากในการดูแลบ้าน

    • ไม่ต้องคอยเทฝุ่นเองทุกวัน Auto-Empty System เทฝุ่นอัตโนมัติ เก็บได้นาน 30 วัน พร้อมแผ่นกรอง HEPA ดักจับสารก่อภูมิแพ้ 99.99% ให้บ้านสะอาดไร้กังวล
    • ไม่ต้องก้มจนปวดหลัง ด้วยด้ามจับ Multi-Flex งอได้ 90 องศา เข้าถึงใต้เฟอร์นิเจอร์ง่าย ทำความสะอาดสะดวกขึ้น ลดอาการเมื่อยล้า
    • ไม่ต้องยุ่งยากกับเส้นผมพันแปรง Hybrid Clean Brush ป้องกันการพันกัน ใช้ได้ทุกพื้นผิว แถบซิลิโคนช่วยขจัดฝุ่นฝังลึก ส่วนแปรงกำมะหยี่ช่วยให้พื้นสะอาดเงางาม
    • ไม่ต้องปรับแรงดูดเอง SMART IQ PRO มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 4 ตัว ตรวจจับฝุ่นอัตโนมัติ ปรับแรงดูดให้เหมาะสมกับขอบมุม พื้นต่างชนิด และจุดที่มืด
    • ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หรือโหมดใช้งาน หน้าจอ LED แสดงข้อมูลเรียลไทม์ ทั้งระดับฝุ่น แบตเตอรี่ และโหมด (ECO, IQ, BOOST)

    เพราะบ้านที่สะอาด ไม่ได้วัดกันที่แรงดูดแค่ตอนเปิดเครื่อง แต่วัดกันที่คุณใช้มันได้จริงทุกวันแบบไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม ไปดูฟีเจอร์ทั้งหมดที่เตรียมไว้เพื่อเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นในโพสต์นี้ได้เลย

    เบอร์หนึ่งในอเมริกา ที่เพิ่งมาให้เราลอง

    นี่เป็นครั้งแรกในไทยของ Shark แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมและดีไซน์ใช้งานง่าย ขวัญใจคนใช้งานจริง พร้อมเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ทำให้การทำความสะอาดไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไป 

    เพื่อนสนิทคู่บ้านของคนรักความสะอาด

    Shark CleanSense IQ+ ออกแบบมาให้คุณหยิบใช้งานได้ง่าย พร้อมใช้งานทันทีทุกครั้งที่ต้องการ จนคุณรู้สึกอยากหยิบใช้บ่อยๆ โดยไม่ต้องลังเล 

    ดูแลบ้านได้เกือบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะบ้านที่มีน้องหมาน้องแมว ที่มักจะมีปัญหาเรื่องขนสัตว์ที่พันกับหัวแปรงเครื่องดูดซะเอง เครื่องนี้พร้อมจัดการได้หมด สะอาดง่าย ใช้งานสะดวก จนกลายเป็นอุปกรณ์ที่คุณจะขาดไม่ได้

    ฉลาดพอจะคิดแทนคุณได้ โดยที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

    เซ็นเซอร์อัจฉริยะ 4 ตัวในระบบ Smart IQ Pro ทั้งตรวจจับฝุ่น-ความสกปรก ชนิดพื้นผิว ขอบมุม และความสว่าง 

    โดยระบบจะ ปรับกำลังดูดให้อัตโนมัติแบบ real-time เพื่อให้สะอาดได้เร็วกว่า ประหยัดแบตมากกว่า และที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนโหมดเองบ่อยๆ เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในมือคุณ แต่เหมือนมีผู้ช่วยเฉพาะทางคอยจัดการให้ตลอดทาง

    ใช้งานทุกวัน แต่เทฝุ่นแค่เดือนละครั้งก็พอ

    Shark CleanSense IQ+ มาพร้อม Auto Empty Dock ที่จะดูดฝุ่นจากตัวเครื่องไปเก็บไว้ในฐานโดยอัตโนมัติ เก็บได้ยาวถึง 30 วัน โดยที่คุณไม่ต้องเปิดถังทิ้งเอง แถมยังมี ฟิลเตอร์ HEPA กันฝุ่นย้อนกลับ ป้องกันไม่ให้ฝุ่นละเอียดฟุ้งกระจายกลับเข้าบ้าน

    เป็นระบบที่ไม่แค่ช่วยให้บ้านสะอาดขึ้น แต่ช่วยหลายอย่าง เช่น ให้คุณสัมผัสฝุ่นน้อยลง ทิ้งฝุ่นง่ายขึ้น, ให้เครื่องดูดฝุ่นพร้อมใช้งานเสมอ (ไม่ใช่พอจะใช้ต้องมาทำความสะอาด), ช่วยให้แรงดูดเต็มที่แบบไม่มีฝุ่นเก่ามาขวาง ทั้งหมดนี้ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ฟีเจอร์นี้ช่วยได้เยอะเลย

    ถังเก็บฝุ่นของตัวฐาน Auto Empty Dock สามารถรองรับฝุ่นได้ยาวนานถึง 30 วัน โดยไม่ต้องเทบ่อย แค่ยกออกมา เททิ้ง และล้างน้ำได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ถุงอะไหล่ (บางทีลืมซื้อ) ไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นฟุ้งกระจาย จุดเล็กน้อยที่เปลี่ยนประสบการณ์ดูดฝุ่นของคุณไปตลอดกาล

    ชาร์จทุกครั้งที่คุณวาง พร้อมทุกครั้งที่หยิบใช้

    Shark CleanSense IQ+ จะชาร์จแบตให้อัตโนมัติทันทีเมื่อคุณวางกลับแท่นวาง เมื่อแบตเต็มจะพร้อมใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 42 นาที (ในโหมด ECO) ครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 90 ตร.ม. หรือเทียบเท่าบ้าน 3 ห้องนอน 

    ถ้าหากนั่นยั่งไม่พอจะซื้อเพิ่มแบตเสริมก็ได้ อนาคตแบตเสื่อมลงตามอายุ ตัวแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ง่ายสุดๆ คิดแบบมืออาชีพมาก

    เบาพอจะถือมือเดียว แต่แรงพอจะดูดทั้งบ้าน

    ด้วยน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม และ โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ทั้งแข็งแรงและเบาเป็นพิเศษ ทำให้แม้แต่คุณผู้หญิงหรือผู้ใหญ่ ก็ใช้งานได้อย่างคล่องตัว ไม่ว่าจะยกขึ้นดูดฝ้า หรือถือทำความสะอาดยาวๆ แบบไม่เมื่อยมือ เหมาะกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่อยากได้เครื่องเบาๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรที่ทั้งเบาและมีพลัง

    แรงพอให้ฝุ่นหายไปตั้งแต่จังหวะแรกที่ปัดผ่าน

    Shark CleanSense IQ+ มาพร้อมมอเตอร์พลังสูงในระบบ TurboDrive ที่ออกแบบจากประเทศญี่ปุ่น ให้แรงดูดเสถียรต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นหนัก ขนสัตว์ หรือเศษผงขนาดเล็ก — แรงดูดยังคงสม่ำเสมอทุกจุดที่เคลื่อนผ่าน

    ดูดขนสัตว์ได้สะอาดจริง โดยไม่ต้องมานั่งแกะเส้นผมทีหลัง

    หัวแปรง HybridClean ออกแบบให้มี แถบซิลิโคนและกำมะหยี่ ที่ช่วยทั้งปัดพรม เช็ดพื้น และป้องกันเส้นผมหรือขนสัตว์ไม่ให้พันติดหัวแปรง ถอดออกมาล้างทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องงัด ไม่ต้องแกะ ไม่ต้องปาดเส้นผมให้หงุดหงิดใจ เป็นหัวแปรงที่เข้าใจชีวิตจริงของบ้านที่คนผมยาวหรือมีสัตว์เลี้ยง ทำให้คุณไม่ต้องมานั่งเคลียร์งานซ้ำซ้อนหลังดูดฝุ่นจบ

    ไม่ต้องก้ม ไม่ต้องย่อ ก็สะอาดถึงใต้โซฟาได้สบาย ๆ

    Shark CleanSense IQ+ กับด้าม Multi-Flex งอได้ 90 องศา

    ด้าม Multi-Flex ออกแบบให้ พับได้ถึง 90 องศา ช่วยให้คุณดูดใต้ตู้ เตียง หรือโซฟาได้โดยไม่ต้องโน้มตัวดูดฝุ่นท่ายาก เพราะการดูดฝุ่นที่ดี ไม่ควรต้องแลกกับอาการปวดหลัง หรือความวุ่นวายหลังใช้งานเสร็จ ซึ่งค่านวดทั้งปีแพงกว่าแน่ๆ 

    ไม่ได้ดูแลแค่พื้น แต่ดูแลได้ทั้งบ้าน

    Shark CleanSense IQ+ มาพร้อม หัวแปรง 5 แบบที่เปลี่ยนได้ง่าย ครอบคลุมทุกพื้นผิวและทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะดูดโซฟา พรม ผ้าม่าน ซอกแคบ หรือขนสัตว์ หัวแปรงแต่ละแบบออกแบบมาให้ตอบโจทย์เฉพาะทางโดยไม่ต้องพยายามไปแงะ DIY เองให้วุ่นวาย 1 เครื่อง แต่ใช้งานได้ถึง 5 รูปแบบ

    ใช้นอกบ้านก็ทรงพลัง

    ความคุ้มมากคือ การใช้งานได้หลากหลายสถานที่ โดยเฉพาะในรถยนต์! พร้อมแรงดูดระดับ TurboDrive ที่เหนือกว่าเครื่องดูดไร้สายทั่วไปแบบคนละชั้น จะดูดขนสัตว์บนเบาะ ดูดเศษทราย เศษขนมที่หก หรือฝุ่นเล็กในซอกเบาะรถ ก็เอาอยู่หมด โดยไม่ต้องมีเครื่องอีกตัวแยกสำหรับในรถ

    เครื่องดูดฝุ่นทุกเครื่อง ยังไงก็ต้องคอยทำความสะอาดตัวมันเอง

    ถ้าทำง่ายก็ไม่เหนื่อย ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น เครื่องนี้ถูกออกแบบมาให้ ถอดล้างง่ายในทุกจุดที่สำคัญ ทั้งฟิลเตอร์ ถังฝุ่น หัวแปรง และท่อดูด ไม่ต้องแกะซับซ้อน ไม่ต้องใช้เครื่องมือช่าง ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อให้คุณดูแลเองได้ง่ายๆ ในไม่กี่นาที หลายชิ้นก็เอาไปล้างน้ำได้

    มั่นใจได้มากกว่า ด้วยการรับประกัน 2 ปีเต็ม

    และมั่นใจโดย PowerBuy ในเครือเซ็นทรัลดูแล

    Shark CleanSense IQ+ พร้อมให้คุณทดลองความสะอาดแบบใหม่แล้ววันนี้ มีจำหน่ายที่ PowerBuy รวมถึงบน Shopee และ Lazada

    “เพราะความใส่ใจ… อยู่ในทุกดีเทลของการออกแบบ” ทุกชิ้น ทุกมุมของ Shark CleanSense IQ+ ถูกคิดมาเพื่อให้คุณใช้งานได้จริง และใช้งานได้นาน

  • รีวิว Lamptan Smart Socket ปลั๊ก WIFI ที่เปลี่ยนอุปกรณ์เดิม ให้เปิดผ่านแอพมือถือและทำงานอัตโนมัติ

    รีวิว Lamptan Smart Socket ปลั๊ก WIFI ที่เปลี่ยนอุปกรณ์เดิม ให้เปิดผ่านแอพมือถือและทำงานอัตโนมัติ

    เมืองไทยปี 2018 นี้เริ่มเข้าสู่ความต้องการอุปกรณ์ Smart Home แต่อุปสรรค์คือ อุปกรณ์ส่วนใหญ่ในโลกยังเป็นเจนเนอเรชั่นเดิม อุปกรณ์ที่เพิ่มเติมความสามารถควบคุมผ่านแอพได้มีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งยังทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกมาก วันนี้เราพอมีทางออกแล้ว วันนี้เราจะมารีวิวทดสอบอุปกรณ์ปลั๊ก WIFI ซึ่งเป็นปลั้กไฟอัจฉริยะของ Lamptan ตัวใหม่ชื่อ Smart Socket ที่จะมาช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเดิมให้สามารถควบคุมการเปิด-ปิดผ่านแอพมือถือของเราจากที่ใดในโลกก็ได้ และยังมีความสามารถ Smart อีกเพียบ

    ปลั๊ก LAMPTAN Smart Socket แบบสรุป

    • ควบคุมการเปิดปิดไฟได้ผ่านแอพมือถือ รวมถึงการตั้งเวลาแบบละเอียด กี่รอบก็ได้ไม่จำกัด
    • ในตัวมีระบบ WIFI ที่ใช้ต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตผ่าน WIFI ในบ้าน เพื่อใช้ต่ออินเตอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้คุณควบคุมได้จากที่ใดในโลกก็ได้
    • ราคา 1,200 บาท มีให้เลือก 3 สี น้ำเงิน แดง และดำ ซื้อได้ที่ www.lamptan.co.th/smarthome (มีโปรของแถมด้วย)


    [divider]ปลั๊ก WIFI ที่เปลี่ยนอุปกรณ์เดิมสู่ Smart Home[/divider]

    ปลั๊กอัจฉริยะ Smart Socket
    จะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นได้ยังไง

    ปลั๊ก WIFI ควบคุมผ่านมือถือ

    Lamptan Smart Socket สามารถควบคุมการเปิดปิดปลั้กไฟ WIFI นั้น ผ่านทางแอปพลิเคชันในมือถือได้ ซึ่งตัวมันเป็นอุปกรณ์ประเภท Internet of Things ที่สามารถจะสั่งเปิดปิดผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ได้หลายรูปแบบ

    การตั้งเวลาได้ทุกรูปแบบ

     

    สมัยก่อนเราอาจเห็นปลั้กประเภทตั้งเวลาในการเปิดปิดได้ แต่ส่วนมากจะตั้งได้เพียงแค่ 1 เวลา เท่านั้น แต่ Lamptan Smart Socket นั้นสามารถตั้งเวลาได้ไม่จำกัดจำนวน และยังสามารถเลือกวัน จันทร์-อาทิตย์ ได้ด้วยว่า จะให้ทำงานเปิดปิดนี้ ในวันใด พอตั้งเวลาอิสระไม่จำกัด คุณอาจนำไปใช้เปิด-ปิดพัดลมระบายความร้อนที่ติดไว้ทุก 30 นาที ช่วงตอนกลางวัน เพื่อทำระบบลดความร้อนของบ้านแบบอัตโนมัติก็ได้

     

    สถิติข้อมูลการใช้งาน

    เราสามารถรู้ได้แบบทันที (real-time) ว่าในขณะนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊ก WIFI อยู่กินไฟมากแค่ไหน แล้วมีกราฟแสดงสถิติข้อมูลที่ผ่านมารายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ทำให้สามารถวางแผนเพื่อประหยัดไฟฟ้าได้ดีมากขึ้น

    การทำซ้ำอย่างสะดวก (Mode)

    คุณจะสามารถเซฟโหมดที่ใช้บ่อยไว้ใช้ซ้ำได้ เช่น สร้างโหมด “อุ่นหม้อข้าวให้ลูกกลับจากเรียน ให้เปิด เวลา 17.00-18.00” เมื่อคุณนำ Smart Socket ไปเสียบหม้อหุงข้าวค้างไว้ เมื่อถึงเวลาที่ตั้งเวลาไว้ หม้อหุงข้าวก็จะเปิดเองตอนเวลา 17.00 และปิดไฟเองตอน 18.00 ความสะดวกคือ เมื่อคุณต้องการใช้โหมดนี้ซ้ำ คุณสามารถกดเลือกใช้เพียง 1 ครั้ง

    นับถอยหลังเพื่อเปิดปิด (Countdown)

    โหมดนี้จะใช้สะดวกมากเมื่อประมาณเวลาให้ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เช่น เสียบสายชาร์จมือถือก่อนนอน ปกติใช้เวลา 2 ชั่วโมงก็จะเต็ม 100% คุณไม่จำเป็นให้มือถือต้องแช่ไฟชาร์จค้างไว้อีกทั้งคืน นอกจากทำให้แบตเสื่อมง่ายขึ้น ยังเสี่ยงต่อการระเบิดของแบตเตอรี่อีกด้วย ที่ Smart Socket คุณอาจตั้งเวลาไว้ให้ปิดไฟหลังจากนี้ 3 ชั่วโมงก็ได้ เพื่อให้ตัดไฟหลังเวลาที่แบตเตอรี่เต็มแล้ว หรือสำหรับตากล้องและคนที่ต้องใช้ถ่านชาร์จยิ่งดี ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ดี

    ตั้งชื่อปลั้กเอง แยกห้อง เตือนเมื่อทำงาน แชร์กันในครอบครัว

    คุณสามารถที่จะรู้ได้ด้วย notification มาที่มือถือเมื่อมีการทำงาน การตั้งชื่อแยกไว้ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าปลั๊กไฟ Smart Socket ตัวไหน เช่น “พัดลมหมา” “หม้อหุงข้าว” “ไฟหน้าบ้าน” จะช่วยให้ง่ายต่อการรู้ว่าเป็นอุปกรณ์ไหน และคนในบ้านก็สามารถโหลดแอพ LAMPTAN HOME มาใช้ร่วมกันได้ด้วย

    ชุดคำสั่งทำงานพร้อมอุปกรณ์อื่น (Scene)

    โหมดนี้จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบชุดคำสั่งอุปกรณ์ได้มากกว่า 1 ตัว เช่นการสั่งเปิดปิดกับ Smart Socket ตัวอื่นๆ และสามารถทำได้ครอบคลุมถึงอุปกรณ์ Smart Home อื่นๆ ของ Lamptan ด้วย เช่น กล้องวงจรปิด และระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน เครื่องปิดผ้าม่าน รีโมทเปิดอุปกรณ์ต่างๆ

    ยกตัวอย่างเช่น Scene “ออกจากบ้านตอนมืด” คุณอาจสั่งปลั๊ก Smart Socket ทุกตัวปิดพร้อมกัน + เปลี่ยนระบบรักษาความปลอดภัยเป็นโหมด Away + ปิดแอร์ (ผ่าน Smart Remote) + เปิดไฟหน้าบ้าน

    หรือว่าตั้ง Scene “เปิดบ้านตอนเย็น” ให้ ปิดแอร์ (ผ่าน Smart Remote) + เปิดผ้าม่าน + เปิดพัดลม (Smart Socket) ตั้งเวลาให้ทำงานทุกวันตอน 17.30 น เป็นต้น

    การนำไปประยุกต์ใช้แบบ Advance
    ทำระบบระบายความร้อนในบ้านอัตโนมัติ

    ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการนำไปใช้แทน ระบบบ้านหายใจได้ โดยปกติระบบนี้จะใช้ Solar Cell เพื่อทำงานระบายความร้อนของบ้านด้วยพลังงานจากแสงแดดในเวลากลางวัน แต่จุดอ่อนของระบบนี้อยู่ที่ต้นทุนแพงของระบบ Solar Cell จึงทำให้ระบบนี้มีการขายอยู่ที่ราคาเป็นแสน แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนมาใช้ไฟบ้านแทน Solar Cell ผสมกับการตั้งเวลาของ Smart Socket จะช่วยให้ลดต้นทุนได้มาก อีกทั้งกำลังไฟที่ใช้นั้นไม่ได้เยอะจนถึงขั้นควรลงทุน Solar Cell

    อุปกรณ์ที่ใช้ 

    • พัดลมระบายอากาศ ติดเพดานยี่ห้อใดก็ได้ที่ป้องกันลมไหลย้อนกลับ เช่น Hatari, Panasonic, Mitsubishi
    • ปลั๊ก Smart Socket

    ปกติความร้อนของบ้านจะถูกเก็บไว้บนสามเหลี่ยมหน้าจั่วมากที่สุด เนื่องจากใกล้การรับความร้อนจากกระเบื้องหลังคา และความร้อนจะลอยขึ้นที่สูงทำให้ใต้หลังคาเป็นจุดสะสมความร้อนเยอะที่สุดของบ้าน ถ้าหากเราติดพัดลมระบายอากาศเพื่อดูดอากาศจากในบ้านไประบายที่ใต้หลังคา นอกจากจะเป็นการทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียนแล้ว ยังทำให้ลมจากพัดลมระบายอากาศไปเร่งการไล่อากาศร้อนที่สะสมไว้ใต้หลังคา ได้ระบายออกตามริมขอบหลังคาได้อีกด้วย

    การใช้ Smart Socket จะช่วยให้

    • Notification คุณเห็นแจ้งเตือนทุกครั้งที่ระบบทำงาน
    • Advance Schedule สามารถตั้งเวลาให้ระบายอากาศได้ในตอนกลางวันที่บ้านมีการสะสมความร้อน เช่น ให้ทำงานทุกวันเวลา 11.00-11.30, 12.30-13.00, 14.30-15.00 ด้วย Smart Socket ทำให้เราตั้งเวลาได้อย่างละเอียดหลายช่วงเวลา และเปลี่ยนการตั้งเวลาเมื่อใดก็ได้ผ่านทางมือถือ
    • Active on Demand : เปิด-ปิดด้วยตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้อีกผ่านมือถือ
    • Manual Switch : กดสวิทที่ปลั้กเพื่อเปิดปิดแบบ manual โดยไม่ต้องถอดปลั๊กอีก แต่กรณีนี้จะต้องติด Smart Socket ในตำแหน่งที่เอื้อมมือถึง
    • Power Consumption : คุณจะรู้พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทุกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงของพลังไฟฟ้าที่เยอะขึ้น ช่วยให้คุณสามารถมอนิเตอร์อายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระยะยาวได้อีกด้วย

    เพียงเท่านี้ ท่านจะได้บ้านลดความร้อนแบบ Smart Home ที่ใช้งานได้ประโยชน์มาก

    หลังจากการทดสอบ
    LAMPTAN Smart Socket

    • Lamptan Smart Socket ตอนนี้มี 3 สี สีน้ำเงิน สีแดง และสีดำ
    • มีสวิทช์เปิดปิดด้วยการกดบนหัวปลั๊ก 1 ปุ่ม สะดวกเมื่อขี้เกียจเข้าแอพเพื่อเปิดปิด (ชอบ)
    • ภายในมีระบบ WiFi และจำเป็นต้องเชื่อมต่อ WiFi ที่มีอินเตอร์เน็ตใช้งาน
    • ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ Fix IP เหมือนกล้องวงจรปิดระบบเก่า เพียงแค่ Smart Socket ต่อ Wifi ที่มีอินเตอร์เน็ตได้ ก็ควบคุมจากที่ไหนในโลกก็ได้ (ทันสมัย)
    • รองรับไฟฟ้า Max Output 240v, 10a แปลว่ารับได้ 2,400 Watt ถือว่าจำนวนมากพอที่จะเดินสายไฟต่อหลอดไฟ LED 9 Watt ได้ถึง 260 หลอด ที่จะเปิดปิดในเวลาเดียวกัน (คอมพิวเตอร์ iMac จอ 27 นิ้ว หนึ่งเครื่องใช้ไฟประมาณ 250-300 Watt) ทั้งนี้ ยังไม่มีการทดสอบการโหลดไฟฟ้าจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ใช้อาจรักษาความปลอดภัยจากการเสียบแช่ไว้ตลอด ด้วยการใช้ 1 ปลั๊ก ต่อ 1 อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือควบคุมกำลังไฟไว้ก่อน
    • ปลั๊กไม่กันน้ำและเขียนไว้ว่าใช้สำหรับภายในเท่านั้น Indoor Only
    • ปลั๊กเป็นแบบแบน ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นแบบขาปลั๊กกลม ต้องนำไปเสียบตัวแปลงก่อน (จุดสังเกตก่อนซื้อ)​

    ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่ปลั๊กตัวนี้นำเสนอมา ค่อนข้างให้ประโยชน์สูงและนำไปประยุกต์การใช้งานได้หลากหลายมาก ถ้าหากสนใจ ตอนนี้คุณสามารถหาซื้อได้สะดวกที่ www.lamptan.co.th/smarthome ในราคาตัวละ 1,200 บาท (ดูโปรของแถมบนเว็บ)

    [button color=”red” size=”big” alignment=”center” rel=”nofollow” openin=”newwindow” url=”http://www.lamptan.co.th/smarthome”]ซื้อสินค้าและดู Smart Home ตัวอื่นๆ[/button]

  • ไล-บรา-รี่..ร้านกาแฟของคนรักหนังสือ

    ไล-บรา-รี่..ร้านกาแฟของคนรักหนังสือ

    ร้านกาแฟ…ธุรกิจในฝันของหนุ่มสาวหลายๆคน ในสมัยนี้ แต่การทำร้านกาแฟให้เกิดได้คงไม่ง่ายอย่างฝัน เพราะมันต้องอาศัยส่วนผสมหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรัก…เหมือนกับร้าน ร้านนี้  ไล-บรา-รี่ ที่รวมครบทุกส่วนผสมจนเป็นห้องสมุดของคนรักกาแฟ  วันนี้ iUrban ได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยม ไล-บรา-รี่ ร้านใหม่ที่สุขุมวิท 24 และได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเจี๊ยบ เจ้าของร้านคนสวย ใจดี เลยอยากถ่ายทอดให้กับเพื่อนๆได้รู้จักกับ ไล-บรา-รี่ กันตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิด และความยากลำบากกว่าจะมาเป็นห้องสมุดของคนรักกาแฟในวันนี้ ทุกอย่างไม่ได้เกิดจาก ความบังเอิญ หรือโชคเข้าข้าง แต่เป็นความรัก ความตั้งใจ และใส่ใจในทุกรายละเอียดต่างหาก ที่ทำให้ได้ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างนี้

    “เราไม่ต้องการเป็นร้านกาแฟ แต่ต้องการเป็นห้องสมุด เราไม่ใช้ภาษาอังกฤษ  แต่ตั้งใจให้เป็นภาษาไทย เวลาเราไปเมืองนอก ประเทศอื่นๆ หรือไปญี่ปุ่นเห็นตัวหนังสือที่เราอ่านไม่ออก มันกลับดูมีเสน่ห์ ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้คนอ่านได้เสมอไป และเราเลือกตัวหนังสือแบบพิมพ์ดีด เพราะ มันเรียบง่าย และมันอยู่ นาน ไม่เฟี้ยวฟ้าว ไม่แฟชั่น และ มีขีด- ขั้น เหมือนคำอ่านใน ดิคชันนารี “ คุณเจี๊ยบเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของชื่อห้องสมุดแห่งนี้  ทุกองค์ประกอบมีคอนเซ็ปต์แน่นปึ้ก

    “ทุกอย่างของที่นี่ก็คือคิดเองทำเองหมด เรา 2 คน จบสถาปัตย์ทั้งคู่ นึกภาพในหัวไว้ก่อนว่าร้านจะเป็นแบบนี้ อะไรก็ได้ที่เราชอบ จะได้อยู่กับมันได้นานๆ  ก็จะเลือกเฟอร์นิเจอร์ และตกแต่งเองหมด เฟอร์นิเจอร์ก็จะเน้นนั่งสบาย เหมือนเก้าอี้ตรงนี้ แนวคิดของคนออกแบบคือเหมือนเด็กตัวอ้วนๆ ให้นั่งสบาย นั่งเอนๆหน่อย..สีของร้านก็จะเป็นขาว น้ำตาล ต้องการให้ดูสบายๆอบอุ่น เหมือนบ้าน ไม่ชอบยุโรป อเมริกันจ๋า ให้ดูเป็นเอเชียๆ อยู่ได้นานๆ “

    ส่วนแนวคิดของอาหาร และกาแฟ ก็มาจากความรัก ความชอบของคน 2 คนอีกเช่นกัน

    “ ถ้าจะหวังรวยทำร้านอาหารดีกว่า แต่ที่เลือกแบบนี้เพราะเราชอบ กำไรน้อยกว่า แต่เราอยู่กับมันได้ทั้งวัน  พอวันแรกที่เปิดร้านก็แบ่งงานกันเลย ที่แรกอยู่ตรงถนนพระรามเก้า 41  แฟนดูพวกกาแฟ เครื่องดื่ม เจี๊ยบดูพวกอาหาร ขนม เบเกอร์รี่ ตอนแรกก็ยังทำงานประจำไปด้วยทำร้านไปด้วย  แต่พอมาเปิดที่สุขุมวิท 24   ไม่มีคนดูแล ก็เลยตัดสินใจออกจากงานมาดูร้านเต็มตัว  ต้องดูแลเอง เพราะไม่มีใครรักร้านเท่าเรา ”  เพราะอย่างนี้ เราถึงได้ยินเสียงทักทาย “สวัสดี ค่ะ”ทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่เดินเข้ามา  และ “ขอบคุณค่ะ” เมื่อลูกค้ากำลังจะออกไป

     

    “ เจี๊ยบชอบทำอาหาร อาจเพราะถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ชอบทำกับข้าว ตอนเด็กๆป๊าไปรับจากโรงเรียนแล้วก็ไปจ่ายตลาด เจี๊ยบก็ตามป๊าไปจ่ายตลาดด้วย เสร็จแล้วก็กลับมาทำที่บ้าน ช่วยเตรียม ช่วยทำ ที่บ้านทุกคนจะทานข้าวพร้อมกัน ทุกวันอาทิตย์ก็จะเป็นวันที่ออกไปกินข้าวนอกบ้าน เราก็จะชอบเที่ยว ชอบชิมชอบทำมาตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งที่เราอยากทำธุรกิจของเราเอง ไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอด มาคิดว่าจะทำอะไรดี ก็เลยคิดว่าเปิดร้านอาหารดีกว่า แล้วก็ค่อยคิดว่า อาหารแบบไหนล่ะ เครื่องดื่มแบบไหน  แต่ถ้าเป็นอาหาร หัวฟูหน้ามันทั้งวันก็ไม่เอา ก็เลยมาเป็นร้านกาแฟ แล้วก็หาจุดขาย เหมือนตอนเรียนออกแบบ มันต้องคิดก่อนว่า คอนเซ็ปต์เป็นอะไร

    “ในที่สุดก็เอาสิ่งที่เรา 2 คนคือเจี๊ยบกับแฟนชอบอีก คือห้องสมุด และกาแฟ แฟนเจี๊ยบเป็นคนชอบกาแฟมาก ไล-บรา-รี่ ก็เลยจะเป็นเหมือนห้องสมุดในบ้านของเราสองคน   เพราะจะมีเฉพาะหนังสือทีเราชอบ เป็นหนังสือกอล์ฟ หนังสือออกแบบ หนังสือถ่ายภาพ หนังสือศิลปะ เป็นหนังสือของเราเอง แล้วก็มีนิตยสารผู้หญิง หนังสือทำอาหาร”

    นอกจากบรรยากาศร้านจะน่านั่งแล้ว หัวใจสำคัญ คือกาแฟก็จะต้องอร่อยด้วย อย่านึกว่าทำกาแฟใครๆก็ทำได้เชียว ไม่ง่ายเลยจริงๆ

    “ กาแฟจะอร่อยก็ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟก่อนเลย ปลูกที่ไหน ยังไง ใช้สายพันธ์อะไร ของเราเป็นอาราบิก้ารสชาติก็จะอ่อนละมุนนุ่มกว่า เราใช้กาแฟไทยนี่ล่ะ เป็นกาแฟที่ปลูกทางเหนือ  ต้องเลือกที่ปลูก เลือกดอย เลือกระดับการคั่ว

    กาแฟแต่ละดอยก็ไม่เหมือนกัน แต่ละระดับการคั่วก็ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นก็เอามาชิม เลือกมาหลายดอยมาก เลือกหลายระดับการคั่วด้วย  ก็ศึกษาหาข้อมูล แล้วก็ไปตามเก็บตามชิม ถามผู้รู้ด้วย  มีหลายปัจจัยที่ทำให้กาแฟอร่อย  ก่อนอื่นกาแฟต้องดี  การคั่วก็สำคัญ คั่วเข้มก็จะมีความขมมีกลิ่นไหม้  คั่วน้อยก็จะติดเปรี้ยว ที่ร้านเราจะคั่วกลางๆ ทุกอย่างต้องมีความพอดีของมันเราเลือกการคั่วที่เหมาะสมกับทั้งกาแฟเย็น และกาแฟร้อน

    คั่วใหม่คั่วเก่าก็ไม่เหมือนกัน มีผลต่างกัน  แฟนเจี๊ยบเขาชอบกาแฟมานาน พอจะเปิดร้านเขาก็ไปเรียนเลย แล้วก็มาสอน  เขาก็จะเทสทุกวัน วันไหนแปลกๆเขาก็จะรู้ทันที บอกมาว่ามีอะไรเปลี่ยนไป เราก็จะต้องแก้ไข

    กาแฟเก่ามากเราก็ไม่ใช้ ต้องค่อยๆสั่งให้เขาคั่วใหม่แล้วส่งมา แล้วเวลาบด ทุกครั้งที่ลูกค้าสั่งก็ค่อยบด บางวันฝนตกก็ต้องเปลี่ยนการบด เพื่อรักษารสชาติให้เหมือนเดิม”

    ดูแล้วไม่ง่ายเลยนะคะการทำร้านกาแฟเนี่ย มิน่าคุณเจี๊ยบถึงบอกว่าต้องมีใจรัก ถ้าทำเพราะธุรกิจ สักพักก็ต้องเลิก เห็นจะจริง

    อดถามไม่ได้ เพราะเห็นลูกค้าแต่ละรายนั่งกันนานๆ แถมมีอินเทอร์เน็ตฟรีอีก ไม่กลัวขาดทุนหรือ

    “ถ้าเขานั่งนาน ก็แปลว่าร้านเราน่านั่ง” เป็นทัศนคติที่น่ารัก และน่าชมเชยจริงๆ ถึงได้มีลูกค้าขาประจำมากมาย สำหรับอาหาร คุณเจี๊ยบก็จะคิดค้นสูตรเองอีก ใส่อะไรเข้าไปนิดๆหน่อยๆ ให้มีความแปลก และได้รสชาติไม่ซ้ำแบบใคร เป็นเมนูเฉพาะของ ไล-บรา-รี่ จริงๆ อย่าง ไล-บรา-รี่ วัฟเฟิล หน้าตาสวยงามกว่าวัฟเฟิลที่ไหนๆ แล้วยังได้สีเขียวจากใบเตยที่ให้ความหอมไม่เหมือนใคร

    ทาโรบอลล์ ทำจากเผือกหวาน รสชาติดีทานกับน้ำชา หรือกาแฟ

    ทาโรบอลล์

    สไปซี่โพเทโทฟราย รสต้มยำ มันฝรั่งทอดรสชาติเข้มข้นถูกปากคนไทยอย่างเราๆ

    สไปซี่โพเทโทฟราย

    ‘

    ไล-บรา-รี่ ห้องสมุดของคนรักกาแฟ และอาหารอร่อยแห่งนี้ จึงเป็นที่แวะเวียนมาของคนรักหนังสือ คนรักกาแฟ ที่ชอบบรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน มีเจ้าของร้านใจดีให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นลูกค้าประจำ ที่แวะเวียนกลับมา ครั้งแล้วครั้งเล่า  คงไม่ใช่เพราะติดใจอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของห้องสมุดร้านกาแฟแห่งนี้

    ภาพโดย : Beambeam http://axtionbeam.multiply.com

  • Nadimos..ร้านอาหารเลบานีส ใจกลางสีลม

    Nadimos..ร้านอาหารเลบานีส ใจกลางสีลม

    พาไปกินอาหารเลบานอนที่ Nadimos บ้านสีลม

    วันนี้จะพาเพื่อนๆ iUrban ไปทำความรู้จักกับอาหารเลบานอน  ซึ่งก็เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อมากของอาหารตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งส่วนประกอบหลักก็จะมี น้ำมันมะกอก กระเทียม มะเขือเทศ แล้วก็เน้นพวกโปรตีน  ก็จะมีทั้งปลา เนื้อแกะ ไก่ และ ถั่วชนิดต่างๆ จะว่าไปก็จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ เพราะเน้น ผักสด น้ำมันมะกอก  ถั่ว และเนื้อไม่ติดมัน  ร้านอาหารเลบานีส ร้านนี้มีชื่อว่า นาดิมอส Nadimos อยู่ใจกลางกรุงเทพฯของเราเลย บนถนนสีลม ตรงบ้านสีลม ประมาณสีลม ซอย 19  บรรยากาศดีทีเดียว ถ้าไปบ่ายวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ ก็มีตลาดนัดศิลปินให้เดินเล่น ชมศิลป ชิวๆกันอีก

    ผู้จัดการร้านคนสวยของ Nadimos ชื่อว่าคุณจ๋า เป็นกันเอง และน่ารักมาก ช่วยแนะนำอาหารให้ และทำให้ความรู้สึกหวั่นๆเพราะไม่เคยทานอาหารเลบานอนมาก่อน ไม่รู้จะสั่งอะไร อันตรธานหายไปจนหมด คุณจ๋าแนะนำว่าถ้าเป็นมื้อเที่ยงอย่างนี้ อยากแนะนำให้ทานเป็นบุฟเฟ่ จะได้ทานครบทุกอย่าง มีทั้ง starter , main course มีของหวาน และเครื่องดื่มด้วย มีอาหารให้เลือกหลากหลาย  ราคาหัวละ 290 บาท เรียกว่าคุ้มเลย ถ้าเราจะมาทำความรู้จักกับอาหารเลบานอน

    ทีนี้มาดูกันว่าอาหารเลบานอนที่ขึ้นชื่อมีอะไรบ้าง

    เริ่มต้นด้วย สลัด ก็มี สลัดที่ใส่แป้งทอด น้ำสลัดทำจากน้ำมะนาว และน้ำมันมะกอก มีชื่อเรียกว่า ฟาตุส (Fatouch) สลัดแบบนี้รับรองว่าถูกปากคนไทย อร่อยค่ะ

    สลัดอีกจานที่ไม่ควรพลาดก็คือ ตาบูเล่ (Tabolouleh) เป็นสลัดผักพาสลีย์สับ ใส่น้ำสลัดที่เป็นน้ำมะนาว และน้ำมันมะกอก อร่อย และมีประโยชน์อีกแล้ว

    อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างคือ Hummus ทำจากถั่วชิกพี ซึ่งมีคุณค่าอาหารสูงมาก รสชาติมันๆอมเปรี้ยวนิดๆ มีลักษณะเป็น Dip ไว้ทานกับแป้งปิต้า แป้งบางๆไม่มีไขมัน

    อีกอันที่น่าจะถูกใจหลายคน Motabbal คือมะเขือม่วงย่างกับน้ำมันมะกอก หอมน้ำมันมะกอกและหวานรสชาติของมะเขือม่วง

    Falafel ฟาลาเฟล ทำจากถั่วชิคพีเหมือนกันใส่เครื่องเทศ ทอดเป็นก้อนๆเหมือนทอดมัน รสชาติถูกปากคนไทยอย่างเราๆเลย จะทานกับซอสก็ได้รสชาติเข้มข้นขึ้น อันนี้เป็นมังสวิรัติ สำหรับคนทานอาหารมังสวิรัติต้องบอกว่าอาหารเลบานอนนี่เหมาะเลย เป็นผักและถั่วซะเยอะ

    ตบท้ายก็เป็นพวก Kebab เคบาบ คืออาหารย่างต่างๆ shawarma จะเป็นเคบาบ ที่ทำจากเนื้อไก้ หรือเนื้อแกะ หมักกับเครื่องเทศ คล้ายไส้กรอก เสียบไม้ไว้ตรงกลางแล้วเอาไปย่าง

    ถ้าทานบุฟเฟ่ก็จะมีซุป ข้าว และพวกแกงต่างๆด้วย ภาพที่เอามาลงเป็นบุฟเฟ่ทั้งหมด เพี๊ยบจริงๆค่ะ บุฟเฟ่มีเฉพาะมือ้เที่ยงนะคะ ตั้งแต่ 11.00 – 15.00 น. แต่ถ้าไม่ทานบุฟเฟ่ก็สามารถสั่ง Combo Set ซึ่งจะมีอาหารจานเด่นๆครบเหมือนกัน แต่จะไม่มากเท่าบุฟเฟ่  ก็มี สลัด 2 อย่าง Tabolouleh, Fatouch แล้วก็ Dip ที่เรียกว่า Hummus  ,  Motabbal และ  Falafel หรือ เคบาบ ราคา เซ็ตละ 550 บาท ทานได้ 2- 3คนเลยทีเดียว

    สำหรับเพื่อนๆ iUrban ที่แวะไปทาน คุณจ๋าผู้จัดการร้านใจดีบอกว่าจะให้ฟรีเครื่องดื่ม Mint Shake สีเขียวสดใส แก้วนี้กับเพื่อนๆทุกคนด้วยนะคะ อย่าลืมบอกว่ามาจาก iUrban นะคะ ^ ^ ถึง 30 พ.ย.ค่ะ

    nadimos, Baan Silom, Soi 19  Tel:02-2669081 www.nadimos.com