รายงาน The Power of Play ของสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) สรุปไว้ว่า การเล่นที่เหมาะกับวัยช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ทั้งร่างกาย ความคิด ภาษา สังคม และอารมณ์
More Ways to Live กระจายพื้นที่นั่งเล่นและมุมอเนกประสงค์ไว้สูงสุด 4 โซน ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Family Area, Working Space หรือ Hobby Room
Privacy for Everyone วาง Layout ให้ทุกห้องนอนมีสเปซเฉพาะตัว ได้ห้องขนาดใหญ่ ความเป็นส่วนตัวสูง และ Ensuite Bathroom ในห้องนอนหลัก
Large Plot, More Outdoor Space ขนาดที่ดินใหญ่ถึง 100–200 ตร.วา ให้ระยะเว้นรอบบ้านที่โปร่งขึ้น เพิ่มพื้นที่สวน มุมพักผ่อน และเปิดรับวิวสวนจากในบ้านได้เต็มตา
More Space & Function มี 3 แบบบ้านให้เลือก พื้นที่ใช้สอย 310–411 ตร.ม. พร้อม 4 ห้องนอน 2–4 ห้องนั่งเล่น และที่จอดรถ 3–4 คัน รองรับครอบครัวใหญ่ได้สบาย
Everyday Function จัดวางสเปซที่ใช้จริงทุกวันอย่าง Kitchen, Dining และ Laundry ให้เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลและลงตัว
Grand Master Bedroom Master Bedroom สเกลพิเศษที่รวม Sleeping Area, Living Area และ Walk-in Closet ไว้ในที่เดียว ได้อารมณ์พักผ่อนแบบ Master Suite
Smart Living เสริมความสะดวกและความปลอดภัยด้วยสมาร์ทเทคโนโลยีในบ้าน ทั้งระบบแสงสว่าง การเชื่อมต่อ และคุณภาพอากาศ
AP Facilities เติมเต็มชีวิตนอกบ้านด้วยส่วนกลางครบครัน ทั้ง Multi-function Clubhouse, ระบบรักษาความปลอดภัย และสวนขนาดใหญ่แบบฉบับเอพี
โครงการนี้พิเศษ เราอยู่ร่วมทำเลกับ THE CITY โครงการบ้านหรูของเอพีอีกหนึ่งโครงการ ทั้ง Maingate ชิดกันและมีคาแรคเตอร์ที่ไปทางเดียวกัน
แบบบ้านที่ 2 PRIVA จะมีดีไซน์เหมือนแบบบ้านใหญ่กว่า VALLERIA เลย แต่ไม่มีส่วนเดียวที่ต่างกันคือ Living Area ที่อยู่มุมหน้าบ้าน แต่แบบบ้านนี้ก็จะได้ฟีลมุมรับสวนเป็นตัว L แทน (มุมขวาล่างของภาพ) ได้อารมณ์คนละแบบ
VALLERIA แบบบ้านใหญ่ที่สุดของโครงการ CENTRO เพชรเกษม-บางบอน ได้ห้อง Living Corner หน้าบ้านชั้น 1 มาอีกห้อง พร้อมด้านบนเป็น “ระเบียง” ของห้อง Master Bedroom ขนาดใหญ่
อีกจุดที่รู้สึกได้ตั้งแต่หน้าบ้านคือเรื่องสเกลของพื้นที่ ทั้งระยะเว้นรอบบ้านและสเปซภายในที่โปร่งกว้าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิด Living with Nature ในบ้านหลังนี้
พื้นที่ภายในบ้าน ชั้น 1
เปิดประตูเข้ามาจะพบ Living Room ห้องที่ 1 จะเห็นสเกลพื้นที่กว้างโปร่ง พร้อมการวางผังที่เปิดเชื่อมต่อไปถึง Dining Area ด้านใน จุดเด่นคือแนวสเปซที่เปิดยาวตลอดแนว ทำให้เห็นความต่อเนื่องของแต่ละฟังก์ชันได้ชัดเจน พื้นที่ส่วนกลางของบ้านจึงดูโปร่ง และใช้งานร่วมกันได้อย่างไม่อึดอัด
Living Room มุมนี้จะเห็นสเกลสเปซชัดขึ้น ทั้งระยะนั่งดูทีวี ความโปร่งกว้างของห้อง และการเชื่อมต่อไปยัง Dining Area ด้านหลัง การวางผังแบบ Open Plan ทำให้แต่ละฟังก์ชันใช้งานร่วมกันได้อย่างลื่นไหล พร้อมเปิดรับความโปร่งกว้างจากช่องเปิดรอบบ้านได้เต็มที่
Dining Area วางต่อเนื่องกับ Living Room และเชื่อมต่อไปถึง Kitchen ในแนวเดียวกัน ทำให้สเปซส่วนกลางชั้น 1 มี Flow การใช้งานที่ไหลลื่น โต๊ะอาหารรองรับได้ถึง 8 ที่นั่ง โดยยังมีระยะเดินรอบโต๊ะที่โปร่งสบาย
Living Area ที่ 2 ของบ้านนี้อีกจุดของชั้น 1 ถูกออกแบบให้เป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่อเนกประสงค์ของบ้านสามารถปรับตามไลฟ์สไตล์ได้อย่างยืดหยุ่น
มุมนี้เปิดรับช่องเปิดหลายด้าน ทั้งแสงธรรมชาติและ Green View รอบบ้าน ทำให้แม้จะใช้เป็น Working Space ก็ยังได้บรรยากาศที่โปร่งและสบายตา เป็นตัวอย่างของแนวคิด More Ways to Live ที่ไม่ได้ล็อกหน้าที่ของพื้นที่ไว้ตายตัว แต่เปิดโอกาสให้แต่ละครอบครัวออกแบบการใช้งานในแบบของตัวเอง
Living Area จุดที่ 3 เป็นหนึ่งในสเปซที่ทำให้ VALLERIA แตกต่างจากแบบบ้านไซส์กลางอย่าง PRAVIA เพราะพื้นที่โซนนี้จะมีเพิ่มเข้ามาเฉพาะในแบบบ้านสเกลใหญ่เท่านั้น
สเปซถูกจัดเป็นมุมนั่งเล่นที่มีความเป็นส่วนตัวสูง พร้อมช่องเปิดขนาดใหญ่สองด้านที่เปิดรับทั้งแสงธรรมชาติและวิวสวนได้เต็มตา ห้องนี้จึงใช้งานได้ยืดหยุ่นมาก ปรับเป็นได้ทั้ง Family Room, Reading Room หรือพื้นที่พักผ่อนแยกจาก Living Room หลักได้อย่างลงตัว
จุดที่เห็นได้ชัดจากห้องนอนรองทั้งสองห้องคือ CENTRO ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้ทอนสเกลห้องนอนรองลงจนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่รองของบ้าน
มาถึง Grand Master Bedroom ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ VALLERIA ห้องนี้ให้สเปซมาโปร่งกว้างแบบสัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามา
พื้นที่ Sleeping Area จัดวางแยกออกจากมุมนั่งเล่นและโซนแต่งตัวอย่างเป็นสัดส่วน ให้บรรยากาศพักผ่อนที่ใกล้เคียงกับ Master Suite และสำหรับแบบบ้านนี้จะมีระเบียงขนาดใหญ่ให้เข้าออกจากจุดนี้ได้ด้วย
พื้นที่ตรงกลางกว้างพอสำหรับวางเก้าอี้พักผ่อนหรือจัดเป็นมุมนั่งเล่นได้จริง ขณะที่ตู้เสื้อผ้าจัดวางล้อมรอบหลายด้าน ทำให้สเปซนี้ใช้งานได้ทั้งแต่งตัว เก็บของ และเป็น Private Living Area ภายในห้องนอนได้ในตัว
สเกลพื้นที่ตรงนี้ช่วยยกบรรยากาศของ Grand Master Bedroom ให้มีความใกล้เคียง Master Suite ยิ่งขึ้นไปอีกระดับ
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด Smart Living ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาซัพพอร์ตการอยู่อาศัยจริง มากกว่าการเป็นแค่ Gadget เสริมที่ใส่เข้ามาในบ้าน
พื้นที่ส่วนกลาง
ขยับจากส่วนตัวบ้านมาต่อกันที่ CENTRO CLUB อาคาร Clubhouse ของโครงการ CENTRO เพชรเกษม – บางบอน ที่จัดวางไว้ที่ Main Gate ออกแบบมาในสเกลที่โปร่งกว้าง พร้อมเปิดรับแสงธรรมชาติหลายทิศทาง
จากภาพจะเห็นตำแหน่งของ CENTRO ตั้งอยู่ต่อเนื่องกับ THE CITY เสริมให้ภาพรวมของโซนนี้มีบรรยากาศเป็น Residential Community ของ AP อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันแต่ละโครงการยังคงมีพื้นที่และ Main Gate จัดการของตัวเองแยกเป็นส่วนตัว
รวมกับ Clubhouse, Park และฟังก์ชันส่วนกลางที่กระจายอยู่ในโครงการ ทำให้ CENTRO เพชรเกษม–บางบอน เป็นอีกโครงการที่ให้ภาพของการอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ค่อนข้างครบ
บนที่ดินประมาณ 10 ไร่ มาพร้อมส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 6,000 ตร.ม.* ที่จัดสรรพื้นที่สำหรับ Pet Living ไว้ครบครัน ทั้ง Play Yard, Furground, Sky Pal Garden, Cloud Pal, Pal Grooming และ Palductive Space ไม่ได้มีแต่สนามหญ้าให้วิ่งเล่น ยังให้ฟังก์ชันที่รองรับชีวิตประจำวันของน้องมาครบ ตั้งแต่พื้นที่เล่น อาบน้ำ เป่าขน ไปจนถึงสเปซให้เจ้าของได้นั่งทำงานและใช้เวลาร่วมกับน้องไปพร้อมกัน
อุดมสุข ย่านที่ดีกับ Pet Family มากกว่าที่หลายคนคิด
หน้าซอยเชื่อมสุขุมวิท ท้ายซอยทะลุบางนา-ตราด และศรีนครินทร์ ใกล้ BTS อุดมสุข แถมมีรถรับส่งถึงสถานี และอยู่ในทำเลที่มี Pet-Friendly Space เติบโตขึ้นเรื่อยๆ รอบโครงการรายล้อมด้วย True Digital Park, The 66 Cottage, PARC Bangna, โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7, Rainbow Ville และยังเชื่อมต่อไปยังพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อย่างสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนได้ง่าย สำหรับคนเลี้ยงสัตว์ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ทำเลที่เดินทางสะดวก แต่เป็นย่านที่มีตัวช่วยในการเลี้ยงน้องอยู่รอบตัว
Pet Area Facilities – ส่วนกลางของสัตว์เลี้ยงเลยได้พื้นที่เพิ่มตามมาด้วย ยากที่จะหาคอนโดสุขุมวิทในราคานี้ ที่มีส่วนกลางสัตว์เลี้ยงให้เยอะแบบนี้ มีทั้งสนาม และ Co-working Space เปิดแอร์ที่น้องเข้าได้ และห้อง Grooming ในโครงการด้วย
Special Feature for Petpal Room อย่างแรกที่ไม่ค่อยเห็นคือ Toilet Petdoor สิ่งนี้เกิดจากความอยากให้น้องปลอดภัยมากขึ้นจากการไม่ต้องขับถ่ายที่ระเบียง + อยากจัดการกลิ่นในวันที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้านไปทำงาน เขาจึงเกิดไอเดียให้วางจุดขับถ่ายหรือ Pet Toilet ไว้ในห้องน้ำ และติดตั้ง Pet Door ให้สัตว์เลี้ยงเข้าออกไปเข้าในห้องน้ำแทน อาจจะต้องฝึกใหม่กันหน่อย แต่ก็เป็นไอเดียการออกแบบที่น่าสนใจ
คนเลี้ยงน้องที่ยังสงสัยในทำเลอุดมสุข ขอบอกว่าสำหรับ Pet Family ที่จริงดีมากๆ ไม่เพียงแค่หน้าซอยเป็นสุขุมวิท ท้ายซอยยังเชื่อมศรีนครินทร์-บางนา ย่านที่เติมเต็ม Pet Lifestyle ได้ยิ่งกว่าในเมือง
ดูแลสุขภาพ-เหตุด่วนฉุกเฉิน คุณสามารถพาน้องไปโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำที่เปิด 24h อย่าง “Phayathai 7” และมีศูนย์การค้าที่มี Dog Park ข้างใน จูงเดินได้ทั่วอย่าง “PARC Bangna” หรือจะไป สวนสาธารณะใหญ่ที่สุดในกรุงเทพแถมยังสัตว์เลี้ยงเข้าได้อย่าง “บึงหนองบอน” ชีวิตก็ดีไปเลย
แอบบอกว่าในซอยอุดมสุขเองยังมี Dog Community เปิดใหม่ชื่อ Rainbow Ville เป็นสวนน้ำ, cafe, petshop, dog park ไปจนถึงกายภาพบำบัดที่นี่ก็มีครบ หรืออยากเดินเย็นๆ ในที่สงบๆ ก็มี “SAMA Garden” ที่ Bitec – อยากอาบน้ำตัดขนเจ้าใหม่ หลัง “Paradise Park” ก็มีหลายร้าน นี่ยังไม่รวมว่า Bangkok Mall มีรูปแล้วว่าพยายามจะทำให้เป็น Pet-Friendly และจะมีอะไรรองรับแค่ไหนอีกนะ ย่านนี้มันสวรรค์ของน้องๆ ที่อยู่ในเมืองเลย
(Some) Pet Friendly Neighborhoods Around Udomsuk
True Digital Park
สิ่งสำคัญคือแหล่งงานย่านนี้ลงทุนในความ Pet Friendly อย่างจริงจังชัดมากนะ อย่างเช่น True Digital Park เขาก็มี Pet Park กว้างเบ่อเริ่ม (แถมยังโดนเงาตึกบังให้ไม่ร้อนด้วยนะ) และสเปซระหว่างเดินขึ้นมาผ่านร้านอาหารต่างๆ ก็เดินจูงน้องได้เลย หลายร้านก็มีโซนให้นั่งกินด้วยกันได้
และพระเอกใหม่ที่มาเติม Pet Living ย่านอุดมสุขให้ complete คือนี่เลย Rainbow Ville ให้น้องหมาได้ว่ายน้ำ ออกกำลังกล้ามเนื้อแบบสนุกๆ ก่อนจะกลับบ้านพร้อมขนหอมฟุ้ง ข้างๆ เองก็เป็นศูนย์กายภาพฟื้นฟูด้วย เรียกว่าอุดมสุขกำลังขยับความสุขของพวกเราให้นานขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ทั้งหมดส่งผลต่อสุขภาวะในระยะยาวผ่าน Outdoor Green Space for Multi-Generation ที่โอบรับทุกคน รวมถึง Pets Welcome Area และ Pet Park ที่ปลอดภัยสำหรับทั้งเด็กและสัตว์เลี้ยง* เป็นรายละเอียดที่ทำให้เห็นว่าแสนสิริมีวิธีคิดในการจัดสรรพื้นที่การใช้ชีวิตให้ขยายออกไปได้ไกลกว่าในรั้วบ้าน และยังสามารถใช้ร่วมกันได้ทุกวัย
Clubhouse ของโครงการเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นในเชิงดีไซน์ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม New England Colonial เช่นเดียวกัน แต่เพิ่มความโปร่งด้วยโครงหลังคาไม้และกระจกเต็มบาน เปิดมุมมองสู่สระว่ายน้ำวิวทะเลสาบ ภายในยังมีพื้นที่รับรองและฟิตเนสที่ออกแบบด้วยเส้นสายเรียบแต่สง่างาม
บรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักตากอากาศริมเนินเขาในเมืองชายฝั่ง แต่อยู่ใกล้เมืองเพียงไม่กี่นาที และยังมีทั้ง backyard และ pet park ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงก็ได้มีพื้นที่ของตัวเอง สามารถปล่อยให้น้องวิ่งเล่นได้อย่างอิสระบนพื้นที่ขนาดใหญ่
ในยุคที่ผู้คนมองหาทั้งความเป็นส่วนตัวและ sense of belonging – Sansiri Chatuchot Community ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นั้นอย่างลงตัว คุณสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระในบ้านของตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีเพื่อนบ้านที่ “เข้าใจวิถีเดียวกัน”
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือบูธของ AP หนึ่งในพื้นที่เงียบที่สุด แต่สั่นสะเทือนถึงหัวใจ
นิทรรศการ “ICONIC PEOPLE x ICONIC SPACE” หยิบแนวคิดจากรายการ People You May Know ที่ชาวช่องชื่นชอบในการเล่าเรื่องบุคคลสำคัญของโลกอย่าง Nefertiti, John Lennon, Audrey Hepburn, Nostradamus หรือ Queen Victoria คนที่เราไม่เคยพบหน้า แต่เรื่องราวของเขาอาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองชีวิตไปตลอดกาล
เราชอบที่ AP ไม่ได้ใช้บูธนี้เพื่อขายบ้าน แต่ใช้มันเพื่อส่งต่อพลังบางอย่าง พลังที่ไม่ได้มาจากสิ่งก่อสร้าง แต่จากความเชื่อว่า “พื้นที่ที่ดี” จะ Empower ให้คนกล้าเป็นตัวเอง
และนั่นคือเหตุผลที่เราอยากพูดถึงบูธนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า AP ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำในด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังเลือกจะสนับสนุน Farose และ People You May Know ในฐานะแพลตฟอร์มของ “Edutainment เชิงความคิด” ที่ช่วยให้คนจำนวนมากกล้าตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง
โครงการ “อนาพนา จตุโชติ” ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติกับการออกแบบที่ทันสมัยในคอนเซ็ปต์ Modern Tropical Life ที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่พื้นที่